โรคภูมิแพ้เป็นแล้วรักษาหายขาดไหม

โรคภูมิแพ้เป็นแล้วรักษาหายขาดไหม การป่วยเป็นโรคภูมิแพ้นั้น เป็นได้เฉพาะบุคคลสารก่อภูมิแพ้บางชนิดไม่ได้มีผลต่อคนทั่วไป นั่นหมายถึงว่าผู้ป่วยที่แพ้ต่อสารบางอย่างก็จะแพ้เฉพาะเจาะจงเพียงคนเดียวหรือมีผู้ป่วยรายอื่นที่แพ้สารประเภทเดียวกัน เมื่อได้รับสารกระตุ้นก็จะเกิดอาการแพ้ได้เหมือนกันแต่แตกต่างกันที่ความรุนแรงของการแพ้ที่แสดงออกมา

ในกลุ่มผู้ป่วยภูมิแพ้ที่เป็นมานาน หากไม่ได้รับการรักษาพบแพทย์อย่างถูกต้อง อาจทำให้มีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ง่าย เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก นอนกรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผิวหนังติดเชื้อ คออักเสบ ไอเรื้อรัง หูชั้นกลางอักเสบ ปวดหู หูอื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ง่ายและมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น อากาศหนาว อาการเปลี่ยน หรือมลพิษในอากาศ สภาพแวดล้อมเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

โรคภูมิแพ้ทางระบบทางเดินหายใจหรือโพรงจมูกอักเสบ จะเป็นโรคเรื้อรังที่มีโอกาสหายได้ยาก โดยส่วนใหญ่พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยภูมิแพ้ชนิดนี้จะเป็นโรคหืดหอบร่วมด้วย ซึ่งหากเป็นภูมิแพ้เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแล้วจะมีความเสี่ยงมากว่าคนทั่วไป 3-5 เท่า หากไม่รักษาภาวะนี้ก็จะเป็นโรคหืดตามมาภายหลังได้ ซึ่งภูมิแพ้ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง และมีโอกาสหายได้น้อย

ในกลุ่มวัยเด็กโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบพบบ่อยมาก โดยเป็นอาการเรื้อรังที่หายได้น้อยมากร้อยละ 12 ในระยะเวลา 5 ปี และหากเป็นกลุ่มผู้ใหญ่พบว่าจะหายได้ร้อยละ 15 เท่านั้น แต่ต้องใช้ระยะเวลาเฝ้าดูอาการนานถึง 5-8 ปี ถึงแม้คนไข้กลุ่มนี้จะไม่มีอาการแล้วแต่คนไข้ส่วนใหญ่ มีผลการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังยังผิดปกติอยู่ คือเป็นบวกต่อสารก่อภูมิแพ้ทำให้ไม่ได้หายขาดไปจากโรคนี้ถาวร

ในกลุ่มวัยผู้ใหญ่นั้นต้องใช้ระยะเวลาเฝ้าดูและติดตามอาการอย่างน้อย 30 ปี ในกลุ่มโรคจมูกอักเสบมีโอกาสหายได้ร้อยละ 40 แต่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ และเป็นโรคหืดได้ การรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ให้ดี จะลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหืดในอนาคตได้แต่ไม่อาจการันตีได้ว่าจะหายขาดจากโรคนี้

ในปัจจุบันนั้นโอกาสที่จะหายจากโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ นั้นก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุด้วยเช่นกัน กรณีเป็นเด็กโอกาสหายพบได้ร้อยละ 6-33 ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ถ้ามีอาการตั้งแต่เล็กหรือทารก และเกิดอาการแพ้บ่อยครั้ง โอกาสหายก็ค่อนข้างน้อย ส่วนผู้ใหญ่อัตราการหายร้อยละ 11-52 แต่ถึงแม้ว่าจะหายแล้ว บางคนก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้เหมือนเดิม

การรักษาโรคภูมิแพ้หรือบรรเทาอาการของโรคสามารถทำได้ดังนี้

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้หลัก 4Es (eating-ลดน้ำหนัก, environment-หลีกเลี่ยงส่งกระตุ้น, exercise-ออกกำลังกาย, emotion-ทำจิตใจให้แจ่มใสไม่เครียด) จะทำให้ช่วยในการรักษาแบบเห็นผลในระยะยาว
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะได้รับยาเพื่อรักษา การรักษาด้วยยาต้องพบแพทย์และรับการสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น

– ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) หรือยาแก้แพ้ที่รู้จักกันดี จะช่วยป้องกันไม่ให้สารฮิสตามีนทำงาน ซึ่งฮิสตามีนเป็นสารที่หลั่งเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย

– ยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงและมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จะช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงและหลอดลมที่เป็นเหตุทำให้หายใจติดขัด จะใช้ในรูปแบบฉีดเข้าสู่ร่างกาย

– ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) ใช้ลดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก ช่วยลดอาการคัดจมูกและการหายใจติดขัด มีทั้งรูปแบบหยอดจมูกและยาเม็ดรับประทาน

– ยาพ่นสเตียรอยด์ ลดอาการอักเสบ อาการบวมและการเกิดน้ำมูกอุดตันในโพรงจมูก พ่นในจมูกให้ตัวยาเกาะและฆ่าเชื้อโรค

– ยาทาสเตียรอยด์ รูปแบบครีมที่ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่มีอาการแพ้และมีผดผื่นคัน ตัวยาจะช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและช่วยไม่ให้ผดผื่นคันขยายไปบริเวณอื่นๆ

วิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อยๆ คุ้นเคยกับสารที่แพ้ และทำให้ร่างกายไม่ต่อต้านการแพ้ ทำให้ร่างกายคุ้นชินกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ แล้วจนหายขาด เป็นวิธีการฉีดสารก่อภูมิแพ้อย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการฉีดสารเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานตามความรุนแรงของอาการแพ้และตามสภาพร่างกายของผู้ป่วยที่จะรับไหว

ปัจจัยที่มีผลต่อการหายจากโรคภูมิแพ้ก็ขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของโรค การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หากพบโรคอื่นร่วมด้วยจะหายยากกว่า ภาวะอ้วนน้ำหนักเกินค่าปกติ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงทำให้ไม่หายจากโรคนี้ได้ สำหรับการรักษาโดยทั่วไปนั้น สามารถทำให้ไม่มีอาการของโรคได้ แต่ไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของโรคภูมิแพ้ มีเพียงการรักษาเดียวที่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติของโรคและทำได้หายได้ก็คือ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดหรือวัคซีนภูมิแพ้ ทั้งนี้การรักษาโรคภูมิแพ้นั้นมีโอกาสที่จะหายขาดได้แต่ก็ต้องทำความเข้าใจสภาพร่างกายและความพร้อมในการเข้ารับการรักษา ที่สำคัญคือความต่อเนื่องและสม่ำเสมอในขั้นตอนการรักษาเพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ